พระอรหันต์แห่งประวัติศาสตร์
วันที่ 3 กันยายน 2541 เวลา 19:00 น.
สถานที่ : วัดบูรพาราม อ.เมือง จ.สุรินทร์
| |
ดาวน์โหลดเพื่อเก็บไว้ในเครื่อง
ให้คลิกขวาแล้วเลือก Save target as .. จาก link ต่อไปนี้ :
ข้อมูลเสียงแบบ(Win)   ข้อมูลเสียงแบบ(MP3)

ค้นหา :

เทศน์อบรมพระและฆราวาส ณ วัดบูรพาราม สุรินทร์

เมื่อวันที่ ๓ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๔๑ (ค่ำ)

พระอรหันต์แห่งประวัติศาสตร์

วันนี้เราทำกุศลเพื่อชาติของเราเอง ชาติไทยของเรามีจำนวนประชาชน ๖๑ - ๖๒ ล้านคน วันนี้เราสร้างมหากุศลอันยิ่งใหญ่เพื่อชาติของเรา จึงเรียกว่ามหากุศล เรียกว่ามหาทาน ไม่ใช่ทานธรรมดา เป็นมหาทานมหากุศล คราวนี้เรามีโอกาส วันนี้เป็นโอกาสเต็มที่ของพี่น้องชาวสุรินทร์เรา แล้วจากนั้นหลวงตาก็จะไปเป็นระยะ ๆ นำพี่น้องทั้งหลายออกช่วยชาติบ้านเมือง ไม่อย่างนั้นจะไปไม่รอดนะ แล้วขอเรียนโดยตรงว่า เรื่องผู้นำนี่สำคัญมากนะ ถ้าเขาไม่ลงใจเขาไม่เชื่อถือเสียอย่างเดียว สตางค์หนึ่งก็ไม่หลุดมือออกมา นี่ทำไมพี่น้องชาวไทยทั้งหลายเรามีเท่าไรทุ่มลง ๆ ก็เพราะความลงใจเชื่อถือนั่นเอง

เหตุที่จะเป็นความลงใจเชื่อถือก็เพราะว่า ผู้นำพี่น้องทั้งหลายคือหลวงตาบัวนี้ได้เชื่อถือตัวเองมาแล้วเรียบร้อย ถ้าว่าเปอร์เซ็นต์เราอยากจะพูดว่าล้านเปอร์เซ็นต์ เราบริสุทธิ์ผุดผ่องด้วยความบริสุทธิ์ยุติธรรมที่สุดแล้ว มีความเมตตาครอบไว้ เราทำนี้เราทำด้วยความเมตตา เราไม่ได้หวังประโยชน์สิ่งหนึ่งสิ่งใดเท่าเม็ดหินเม็ดทราย จากการบริจาคของพี่น้องทั้งหลายเพื่อเราเลย เราเพื่อชาติบ้านเมืองของเราทั้งนั้น เรารักชาติมากที่สุด เพราะฉะนั้นจึงได้สละชีวิตจิตใจในเพศของพระนี้ ออกมารับใช้พี่น้องทั้งหลาย ว่ารับใช้ก็ไม่ผิด ว่าเป็นผู้นำก็ถูก รับใช้คือว่ารับใช้ชาติของเรานั้นแล เป็นผู้นำเพื่อชาติของเรา

คำว่าเป็นผู้นำ ๆ นี้ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย เราได้พิจารณาเต็มหัวอกเราแล้วก่อนที่จะมาเป็นผู้นำของพี่น้องทั้งหลาย ไม่ใช่อยู่ ๆ เอาหัวชนฝาออกมาเป็นผู้นำ เราพิจารณาหมดทุกแง่ทุกมุม หาทางออกเพื่อชาติไทยของเรา หาที่ไหนก็ปิดตันอั้นตู้ไม่เป็นที่ลงใจได้ ๆ สุดท้ายก็หมุนเข้ามา ๆ ใกล้เข้ามา ๆ หาทางออกไม่ได้ ก็เลยเอาตัวออกประกัน มาทดสอบตัวเอง หาที่ไหนไม่เจอแล้ว ทีนี้ยังมีอยู่จุดไหน ๆ ก็ยังเหลือแต่ตัวคนเดียว พิจารณาทั่วประเทศไทยเราแล้ว ว่าที่ไหนจะพอนำพี่น้องชาวไทยของเราออกได้ ก๊กไหน เหล่าใด หน่วยไหน จุดใด ผู้ใด

พิจารณาไปหมดเต็มหัวใจด้วยอรรถด้วยธรรม ไม่พิจารณาแบบโลก ๆ พิจารณาโดยธรรมล้วน ๆ ช่องไหนมันก็ปิดตันอั้นตู้ไปหมดไม่มีช่องทาง ชาติไทยของเราก็นับวันที่จะล่มจมลงไปโดยลำดับ ๆ ยิ่งทำให้วิตกวิจารณ์มากขึ้น ๆ จึงได้ดิ้นรนเพื่อหาทางออกให้พี่น้องชาวไทยของเราได้พ้นภัย อย่างน้อยก็ความอัตคัดขัดสน มากกว่านั้นชาติไทยของเราจมได้ นี่ละที่วิตกวิจารณ์มากกลัวจะล่มจม จึงหมุนเข้ามาหาตัวเอง

พี่น้องทั้งหลายให้จำไว้นะ คำเทศนาที่กล่าวเหล่านี้จะไม่ค่อยมีผู้ใดเทศน์อย่างนี้นะ นี้เราเทศน์อย่างเปิดอกให้พี่น้องทั้งหลายได้ค้นพบตัวให้เกิดภพเกิดชาติมาโดยลำดับ ถอนภพชาติเหล่านั้นออกจากหัวใจเสร็จแล้ว จึงได้นำเรื่องเหล่านี้มาประกาศให้พี่น้องทั้งหลายทราบนะ ไม่ใช่มาประกาศอย่างลูบ ๆ คลำ ๆ กำดำกำขาวนะ ถอดออกมาด้วยความเปิดเผยทางด้านจิตตภาวนาล้วน ๆ ดังพระพุทธเจ้าถอดออกมา พระอรหันต์ทั้งหลายถอดสลักอันใหญ่โต พาให้เกิดภพเกิดชาติในที่ต่าง ๆ ออกมา ๆ นี้นำอันนั้นละออกมาให้พี่น้องทั้งหลายได้ทราบ

จึงเรียนโดยตรงเลยและด้วยความอาจหาญด้วยความจริงที่รู้ที่เห็นมาที่ถอดมาแล้วให้พี่น้องทั้งหลายฟังว่าได้ถอดมาแล้ว ได้เห็นภัยของมัน นี่จิตดวงนี้นะ โลกทั้งหลายทั้ง ๆ ที่เป็นนักเกิดนักตาย นักเกิดนักตายด้วยกันมากี่กัปกี่กัลป์ แต่ละราย ๆ ถ้าหากว่าเราจะยกออกมาเป็นรูปเป็นร่าง คนนี้ตาย เอ้า เราตายแล้วเอามากองไว้ เราตายเสร็จแล้วแต่ละภพละชาติเอามากองไว้ ๆ ประเทศไทยเราไม่มีที่กองศพของเราคนคนเดียวนี้เลย เพราะเกิดแล้วตายเล่า ๆ ด้วยอำนาจแห่งเชื้อของความเกิดมันฝังอยู่ภายในจิตลึก ๆ ไม่มีใครมองเห็นได้เลย

พระพุทธเจ้าพระองค์แรกเป็นผู้มองเห็นถอนออกมาแล้ว พอเชื้อของมันขาดสะบั้นออกมาแล้ว พระพุทธเจ้าก็ตรัสรู้ขึ้นมา เรียกว่าพ้นแล้วจากความเกิดแก่เจ็บตาย แบกความทุกข์ความลำบากไปด้วยการเกิดแก่เจ็บตายนี้ ได้ถอนสุดสิ้นลงไปแล้ว ได้เปล่งอุทานอันนี้ออกมาให้เบญจวัคคีย์ทั้งห้าฟัง เบญจวัคคีย์ทั้งห้านั้นเป็นปฐมสาวก เป็นสาวกคณะแรกของพระพุทธเจ้าเรา

ญาณญฺจ ปน เม ทสฺสนํ อุทปาทิ ญาณความรู้แจ้ง ความรู้ความเห็นอันเลิศเลอ ได้เกิดขึ้นแล้วแก่เราตถาคต ท่านเทศน์แก่เบญจวัคคีย์ทั้งห้า อกุปฺปา เม วิมุตฺติ ความหลุดพ้นของเราจากการเกิดแก่เจ็บตายนี้ เป็นอันว่าไม่มีการกำเริบอีกแล้ว อยมนฺติมา ชาติ ชาตินี้เป็นชาติสุดท้ายของเราตถาคต นตฺถิทานิ ปุนพฺภโว บัดนี้ความเกิดอีกตายอีกทุกข์อีก ไม่มีแก่เราแล้ว เรียกว่ายุติ เพราะถอนเชื้อของมัน ป่าช้าแห่งความเกิดตายของจิต

คือเชื้อนี้ในนามบาลีท่านว่า อวิชฺชาปจฺจยา สงฺขารา สงฺขารปจฺจยา วิญฺญาณํ นี้แลตัวสำคัญ ไม่มีใครเรียน คือไม่มีใครรู้ เรียนเฉย ๆ เรียนไปเรียนมาเรียนเท่าไรก็ยิ่งสงสัยไปเรื่อย ๆ หาความจริงไม่ได้จากการศึกษาเล่าเรียน ท่านก็เรียนเราก็เรียน เรียนจำได้แต่ชื่อแต่นาม เรียนก็เรียนแต่รอยโคไม่ได้ตามดูตัวโค ถ้าหากว่าได้ตามดูตัวโคแล้ว เรียนรู้รอยของโคแล้วให้ตามรอยโคเข้าไป เอาโคปล่อยไว้ที่ไหนตามรอยมันเข้าไป ก็ไปถึงตัวโค นั่นตัวโค นี่รอยโค นี่วิชารู้รอยโค เห็นไปโดยลำดับ

นี่ก็เหมือนกันจะเรียนมากเรียนน้อยไม่ประมาท ทั้งท่านและเราเป็นเหมือนกันหมด หาความแน่นอนไม่ได้ หาหลักหาเกณฑ์ไม่ได้กับการเรียนมากเรียนน้อยถ้าไม่ได้ปฏิบัติ เหมือนกับเราเรียนรอยโคนั่นแหละ เรียนสักเท่าไรก็รู้แต่รอยโค ๆ ตัวโคจริง ๆ เราไม่ได้ติดตาม ไม่ได้ติดตามรอยมันเข้าไปหาตัวโคก็ไม่เจอโค นี่เรียนเฉย ๆ เรียนบาปสงสัยบาป เรียนบุญสงสัยบุญ เรียนนรกสงสัยนรก เรียนสวรรค์สงสัยสวรรค์ เรียนจนกระทั่งถึงนิพพานสงสัยนิพพานเต็มหัวใจ ไม่ว่าท่านว่าเราหาหลักหาเกณฑ์ไม่ได้ เลื่อนลอยไปเหมือนกับคนที่ไม่ได้เรียนนั่นแล

เพราะความจำเฉย ๆ ไม่ใช่ความจริง เป็นเหมือนกับว่าเป็นคำบอกเล่า ตำรับตำราท่านเป็นคำบอกเล่า เราเรียนตามตำรับตำราเราก็เพียงจำได้แต่คำบอกเล่า แต่เราไม่ได้ปฏิบัติตัวตามหลักศาสนธรรมที่แสดงไว้เป็นคำบอกเล่า เรียกว่าแบบแปลนแผนผัง เราได้แต่แบบแปลนแผนผัง เราไม่ได้สร้างเป็นตัวบ้านตัวเรือนขึ้นมา ก็ไม่สำเร็จเป็นบ้านเป็นเรือนขึ้นมา

ทีนี้พอก้าวเข้าสู่ภาคปฏิบัติ นี่เรียกว่าเริ่มปลูกบ้านปลูกเรือนตามแปลนแล้ว ปลูกหลังเล็กหลังใหญ่ขนาดไหน จะเอากี่ห้องกี่หับกี่ชั้น แปลนบอกไว้เรียบร้อยแล้ว แล้วทำตามแปลนก็สำเร็จรูปร่างขึ้นมาเป็นบ้านเป็นเรือนเป็นตึกรามบ้านช่อง กี่ห้องกี่หับกี่ชั้นก็เป็นขึ้นมาโดยลำดับ จนกระทั่งบ้านเรือนตึกรามบ้านช่องสมบูรณ์เต็มที่ นี่ละเกิดขึ้นจากภาคปฏิบัติ คือการสร้างบ้านสร้างเรือนนั้นคือภาคปฏิบัติ การสำเร็จรูปร่างขึ้นมาเป็นลำดับลำดานั้นเรียกว่าปฏิเวธ

ในธรรมท่านสอนไว้ว่า ปริยัติ คือการศึกษาเล่าเรียน ปฏิบัติ คือการดำเนินงาน เมื่อได้ศึกษามาแล้วออกปฏิบัติตามแบบแปลนแผนผังที่พระองค์ทรงชี้แจงไว้แล้วนั้น ทีนี้ผลก็จะปรากฏเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา เหมือนเราสร้างตึกสร้างร้าน ท่านสอนศีลเป็นยังไง สมาธิเป็นยังไง ปัญญาเป็นยังไง วิมุตติหลุดพ้นเป็นยังไง นิพพานเป็นยังไง นี่ได้แก่รูปร่าง หรือแบบแปลนแผนผังของมรรคผลนิพพาน

ที่เราเรียนมาเหล่านี้ไม่ใช่นิพพาน นี้ศีลก็ไม่ได้อยู่ในตำรา สมาธิไม่ได้อยู่ในตำรา สมาธิทุกประเภทไม่มีในตำรา ตำรามีแต่ชื่อของศีล ของสมาธิ จนกระทั่งถึงปัญญาทุกขั้นขึ้นไป ไม่ได้อยู่ในตำรา มีแต่ชื่อปัญญา ๆ เท่านั้น วิมุตติหลุดพ้นไม่ได้อยู่ในตำรา นิพพานไม่ได้อยู่ในตำรา ในตำรานั้นมีแต่ชื่อของธรรมเหล่านี้ เมื่อปฏิบัติเข้าไป เหมือนกับเราปลูกบ้านสร้างเรือน ก็ค่อยเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา ตั้งแต่วางรากฐานทีแรก นั่นเริ่มเป็นภาคปฏิบัติแล้ว ถ้าว่าจิตก็เริ่มมีความสงบตัวขึ้นมาแล้ว นั่นละเรียกว่ารากฐาน เรียกว่าเป็นผลขึ้นมาแล้ว

จิตตภาวนานี่ละเรียกว่าภาคปฏิบัติ เราปฏิบัติตามสิกขาบทวินัยก็เป็นภาคปฏิบัติภาคหนึ่ง ที่นี่จะเอาจริงเอาจังต้องภาคจิตตภาวนา ใช้ความพินิจพิจารณาภาวนาบังคับจิตใจของตน

ตามธรรมดาของจิตใจฟุ้งซ่านรำคาญวุ่นวายตลอดเวลา เพราะมีสิ่งผลักดันมันออกไปให้ดีดให้ดิ้น ไม่ว่าหญิงว่าชาย นักบวช ฆราวาส คนมีคนจน คนฉลาดคนโง่ ดีดดิ้นเหมือนกันหมด เพราะกิเลสตัวนี้อยู่เหนือทุกสิ่งทุกอย่าง อยู่เหนือทุกวิชา มันจึงครอบงำมันจึงผลักดันได้ทั้งนั้น ทีนี้เวลาพยายามทำจิตตภาวนาเข้าไป จิตใจที่เคยว้าวุ่นขุ่นมัวนั้นก็จะค่อยสงบตัวเข้ามา ด้วยคำบริกรรมเสียก่อนในเบื้องต้น

เช่น ท่านสอนให้ภาวนาพุทโธ ๆ หรือสอนให้บริกรรมภาวนาพุทโธ หรือธัมโม หรือสังโฆ หรือกำหนดอานาปานสติ ให้มีสติติดแนบอยู่กับคำบริกรรมนั้น ๆ ทุกบททุกบาทไปไม่ให้เผลอสติ เมื่อสติได้จดจ่อเข้าในกิจการงานใด งานนั้นย่อมปรากฏเป็นผลขึ้นมา ๆ จิตที่เคยฟุ้งซ่านรำคาญบังคับมันเข้าสู่คำภาวนา ให้อยู่ในจุดเดียวนี้ อยู่กับพุทโธนี้ อยู่กับธัมโม หรือสังโฆนี้ อยู่กับลมหายใจนี้ บีบบังคับเข้าไป ๆ สิ่งผลักดันคือกิเลสก็ออกมาไม่ได้ เพราะอำนาจแห่งคำบริกรรมคือธรรมนี้ครอบหัวมันไว้ จิตของเราก็สงบตัวลงไปได้

เพราะจิตดวงนั้นกิเลสผลักดันออกไม่ได้ จิตของเราก็สงบตัวลงไป เมื่อเริ่มสงบตัวลงไปก็ปรากฏขึ้นภายในจิตของเรา อ๋อ นี่คือความสงบ ความสงบที่ท่านบอกว่าสมถะ ๆ ในตำรานั้นเป็นแต่ชื่อ ความสงบที่แท้จริงมาปรากฏที่จิตใจของเราผู้ปฏิบัติอยู่เวลานี้ จากนั้นจิตก็มีความสงบเย็นสง่าผ่าเผยขึ้นภายในใจ นี่เริ่มเป็นผลขึ้นมาแล้วจากการปฏิบัติคือจิตตภาวนาของเรา เริ่มปรากฏผลขึ้นมาเรื่อย ๆ สงบเข้าไป ละเอียดเข้าไป ความละเอียดเข้าไปความสว่างกระจ่างแจ้งค่อยแสดงตัวออกมา ความอัศจรรย์เริ่มขึ้นมาแล้วภายในจิตใจ เราก็จะเริ่มเห็นคุณค่าผลของการภาวนาเราไปโดยลำดับ

คนเราเมื่อได้ปรากฏสมบัติอันล้นค่าภายในใจแล้ว ทำไมจะไม่ปล่อยวางสิ่งอื่นซึ่งเป็นเรื่องรบกวนใจมานมนาน จิตก็หมุนเข้ามาสู่สมาธิ จิตเป็นสมาธิแน่นหนามั่นคงสงบเย็น กิเลสไม่กวนแล้วที่นี่ นี่ละเราสร้างมรรคผลนิพพานสร้างขึ้นที่ใจ สร้างสมาธิสร้างขึ้นที่ใจ ปรากฏสมาธิขึ้นที่ใจ เราเป็นเจ้าของสมาธิของเราเอง สมาธิขั้นใดเราเป็นผู้รู้ผู้เห็นเป็นผู้เป็นขึ้นภายในใจของเราจากจิตตภาวนา จนปรากฏเป็นสมาธิเต็มที่แล้ว จิตสว่างกระจ่างแจ้งภายในใจในองค์สมาธิ มีความสงบเย็น

อยู่ที่ไหนอยู่ได้ทั้งนั้น อยู่คนเดียวก็ได้ อยู่ที่ไหนจิตใจไม่ยุ่งเหยิงวุ่นวายกับอารมณ์ต่าง ๆ มีความรู้ความสงบเป็นธรรมเป็นเครื่องอยู่ภายในจิตใจ อยู่ได้สบาย นี่ผลแห่งการภาวนาได้ปรากฏขึ้นแล้ว เกิดขึ้นจากภาคปฏิบัติ เรียกว่าปฏิเวธ คือความรู้แจ้งในจิตใจของตนที่เป็นสมาธิ นี่เป็นขั้นหนึ่งของปฏิเวธ เป็นขั้นหนึ่งของภาคปฏิบัติ

จากนั้นจิตของเรามีความสง่างามขึ้นมาสงบเย็นใจแล้ว ไม่หิวโหยในอารมณ์ต่าง ๆ เราแยกจิตที่สงบนั้นให้ออกสู่การพิจารณาทางด้านปัญญา คราวนี้เป็นคราวที่จะถอดถอนภพชาติ รื้อชาติ ถอดถอนกิเลสอันเป็นเชื้อแห่งภพทั้งหลายออกจากใจไปโดยลำดับลำดา ปัญญาพินิจพิจารณา ท่านสอนไว้สำหรับนักบวชเราอันเป็นอาวุธสำคัญก็คือว่า เกสา โลมา นขา ทันตา ตโจ เป็นต้น ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง นี้แลเป็นสิ่งที่หุ้มห่อมนุษย์เราทั้งคนให้กลายเป็นภูเขาภูเรา ภูรักภูชัง ภูเกลียดภูโกรธ ขึ้นมาตรงนี้ ปิดหูปิดตา

ภูเขาทั้งลูกไม่ปิด แต่ผม ขน เล็บ ฟัน เฉพาะอย่างยิ่งหนังปิดได้ดี หุ้มห่อได้สนิท..หนัง หลงเพลินเป็นบ้ากับหนังมีจำนวนเท่าไร โลกทั้งโลกหลงเพลินกันกับสิ่งเหล่านี้ทั้งนั้น นี่ละกิเลสมันปิดบังอย่างนี้ บาง ๆ เท่านั้นละ หนังหุ้มห่อร่างกายนี้ไม่ได้หนาเท่าใบลานเลย แต่สัตวโลกติดกันทั้งนั้น ภูเขาทั้งลูกไม่ได้ติดกัน แต่หนังนี้ติด หนังเขาหนังเราติดกัน เจอกันเมื่อไรติดทั้งนั้น ทั้งหญิงทั้งชาย นักบวชฆราวาส ติดหมด เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้าจึงมอบอาวุธนี้ให้ นี่ละอาวุธที่จะบุกเบิกภูเขาภูเรา คือร่างกายสังขารของหญิงของชายของสัตว์ของบุคคลออกให้เห็นตามความจริง

ดูผมเป็นยังไง ผมเกิดขึ้นมาจากไหน สถานที่อยู่ของผมเป็นยังไง ขนเป็นยังไง เล็บเป็นยังไง ฟันเป็นยังไง ดูเข้าไป ฟันก็คือกระดูก เป็นหญิงเป็นชายเป็นสัตว์เป็นบุคคลที่ไหน หนัง หนังรองเท้าเราไม่เห็นหลง ไม่เห็นติดมัน แต่หนังคนทำไมติด ติดทั้งหนังเขาหนังเรา คลี่คลายออกดูหนัง นี่เรียกว่าปัญญา จะบุกเบิกเพิกถอนสิ่งที่ปิดบังนี้อันสร้างความทุกข์ให้แก่เราออกเป็นลำดับลำดา นี่เรียกว่าปัญญา เป็นภาคปฏิบัติอีกภาคหนึ่งซึ่งสูงขึ้นไป

ปฏิเวธ ก็คือความรู้แจ้งเห็นจริงตามธาตุตามขันธ์ ตามหนังตามเนื้อตามเอ็นกระดูก แล้วแยกออกจากความว่าเป็นสัตว์เป็นบุคคลเป็นหญิงเป็นชายได้อย่างประจักษ์ใจ อ๋อ นี่หนังเพียงหนังเท่านั้น ไม่ใช่สัตว์ไม่ใช่บุคคล เรามาตื่นเต้นเป็นบ้าเฉย ๆ พิจารณารู้ทั่วถึงเจ้าของที่ไปติดพันกับสิ่งเหล่านี้ แล้วก็ถอนตัวเข้ามา ๆ พิจารณาเข้าไปภายในลึกเท่าไรยิ่งเห็นตั้งแต่ของปฏิกูลโสโครก ทั้งเขาทั้งเราเป็นด้วยกันหมด หนังก็หนังหุ้มห่อเอาไว้ให้หลงเป็นบ้ากันทั้งโลกทั้งสงสาร

เมื่อเปิดหนังออกด้วยปัญญาแล้วกระจ่างแจ้งขึ้นมา หลงเขาหลงเราที่ไหนกัน ความหลงความยึดถือนั้นแลสร้างกองทุกข์ให้แก่สัตว์ทั้งหลาย เมื่อความรู้แจ้งเห็นจริงมากน้อยเพียงไร ถอนอุปาทานความยึดมั่นถือมั่นในเขาในเราในสัตว์ในบุคคล ในหนังในเนื้อในเอ็นกระดูกออกไปได้โดยลำดับ ๆ จนกระทั่งจิตถอนตัวเข้ามา อุปาทานความยึดมั่นถือมั่นซึ่งเป็นภาระอันหนักนั้นก็หลุดลอยออกไป ๆ จิตสว่างกระจ่างแจ้งขึ้นมา นี่เรียกว่าการสร้างมรรคสร้างผลสร้างขึ้นมา เท่ากับเขาสร้างบ้านสร้างเรือนสูงขึ้นเป็นลำดับ ใหญ่โตขึ้นเป็นลำดับ เทียบกันเป็นอย่างนั้น

วันนี้จะเทียบให้พี่น้องทั้งหลายฟัง แล้วปัญญาก็แทรกเข้าไป พิจารณาเข้าไป เอาจนกระทั่งรู้แจ้งชัดเจนหายสงสัยแล้ว เรื่องร่างกายเหล่านี้ปล่อยวางกันเองไม่มาพินิจพิจารณา ไม่มาพัวพัน ไม่มาติดมาข้อง ปล่อยอุปาทานความยึดมั่นถือมั่นซึ่งหนักยิ่งกว่าภูเขาทั้งลูกนี้ เหมือนกับว่าถอดเสี้ยนถอดหนามเข้ามาเลย เบาหวิว ๆ จิตหมุนตัวเข้าสู่ตัวเอง ไม่ไปยึดสิ่งเหล่านั้นว่าเป็นเราเป็นของเราอีกต่อไป ก็ไม่หนัก ถอนเข้ามา ๆ

เพียงรูปกายของเราเท่านี้ก็เป็นเรื่องใหญ่โตมาก พิจารณาสิ่งเหล่านี้ พอสิ่งเหล่านี้ขาดสะบั้นออกจากใจแล้ว ใจหมดอุปาทานความยึดมั่นถือมั่น จิตหมุนตัวขึ้นไปเป็นสำลี ไม่มีเครื่องดึงดูด ร่างกายนี้แลเป็นที่เกิดแห่งราคะตัณหา ให้มีครอบครัวผัวเมียทั้งหญิงทั้งชาย ก็คือร่างกายอันนี้ เมื่อถอนสิ่งเหล่านี้ออกไปแล้ว ความหมายของสิ่งเหล่านี้ก็ไม่มี ร่างกายก็ไม่ติด จิตใจก็ไม่ถูกกดถ่วงแล้วหมุนตัวขึ้นเป็นสำลี เบาหวิว ๆ ขึ้นไปเรื่อย ๆ

จากนั้นก็พิจารณาเข้าไปถึงเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ อันเป็นนามธรรมละเอียดลออ อันนี้เป็นกอง อนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา ทั้งนั้น ไม่มีสิ่งใดเป็นเราเป็นของเราได้ เห็นชัดเจนแล้วปล่อยเข้าไปโดยลำดับ ฟังให้ดีนะ นี่ละวิธีถอนจิตออกจากวัฏฏะ คือความเกิดแก่เจ็บตาย ท่านถอนวิธีนี้ ด้วยวิธีจิตตภาวนา แล้วถอนเข้าไป ๆ จิตติดตามเชื้อแห่งภพเข้าไปโดยลำดับ จนกระทั่งเข้าถึงตัวเชื้อจริง ๆ

นี่สรุปพูดให้พี่น้องทั้งหลายฟัง ตัวเชื้อจริง ๆ มันฝังลึกอยู่ที่จิต ฝังลึกเอามากไม่มีใครมองเห็นได้เลย สามแดนโลกธาตุนี้ไม่มีใครสามารถที่จะมองเห็นได้ อันนี้แลที่ครอบงำสัตวโลกให้เกิดแก่เจ็บตาย อันนี้แลที่ทำให้สัตวโลกลุ่มหลงงมงาย เกิดแล้วตายเล่า ๆ ตกนรกอเวจีมากี่กัปกี่กัลป์กี่ครั้งกี่หน ไปเป็นเปรตเป็นผีเป็นสัตว์เดรัจฉานมากี่ภพกี่ชาติ ไม่รู้เนื้อรู้ตัว คือธรรมชาตินี้แลพาให้ไป เชื้อที่ฝังอยู่ภายในจิต

เมื่อร่างกายแตกลงไปแล้ว ธรรมชาตินี้อยู่ในจิตไม่แตก ติดตามจิตนี้ไป หนุนจิตให้พาไปเกิดที่นั่นเกิดที่นี่ ถ้าผู้มีกรรมดีได้สร้างสมอบรมมามากน้อย ก็พาไปเกิดในสถานที่ดีคติที่งาม ได้มีความสุขพอปลดปล่อยวางความทุกข์ทั้งหลายได้บ้าง ถ้าผู้ลืมตัวไม่รู้เนื้อรู้ตัวก็สร้างแต่บาปแต่กรรม แล้วก็จมลงในนรก ทั้ง ๆ ที่กิเลสตัวหนึ่งมันหลอกว่านรกไม่มี แต่ผู้ไปตกนรกเป็นเราเสียเอง กิเลสมันไม่ไปตก เราเป็นผู้ไปรับเคราะห์รับกรรมของตนเสียเอง จมอยู่ในนรก

ครั้นเวลาพ้นจากนรกขึ้นมาแล้ว มันก็ปิดบังไว้เสียว่านรกไม่มีทั้ง ๆ ที่ไปตกมาอย่างมอมแมมนั่นแหละ กี่กัปกี่กัลป์ พอพ้นขึ้นมามันก็ปิดบังทางมาเสีย ไม่ให้รู้ว่าเราเคยตกนรก มันก็ทำให้สร้างบาปสร้างกรรมอีก เกิดตายอยู่อย่างนี้ ตกนรกหมกไหม้ เป็นเปรตเป็นผีอย่างนี้ นี่หมายถึงผู้สร้างกรรมอันชั่ว ออกจากจิตอวิชชานี้แล ตัวนี้ตัวฝังลึก ตัวนี้ใหญ่โตมาก ไม่รู้เนื้อรู้ตัวสัตวโลกทั้งหลาย งุ่มง่ามต้วมเตี้ยมเหมือนสัตว์ตาบอดหูหนวกปิดทวารหมด

นี่ละกิเลสพาเราไป ไปด้วยความมืดความบอด เกิดมากี่ภพกี่ชาติมองคืนหลังไม่เห็นเลย ปัจจุบันนี้เราอยู่อย่างนี้ เราแน่นอนไหมว่าเราตายแล้วเราจะไปที่ไหน ก็ไม่รู้อีก อยู่เร่ ๆ ร่อน ๆ อยู่หาฝั่งหาฝาไม่ได้ หาที่ยึดที่เกาะไม่ได้ ตายไปก็ตายแบบหาฝั่งหาฝาหาที่ยึดไม่ได้ ก็เป็นไปทำนองนั้นอีก แล้วตายอีกเกิดอีก ตายอีกเกิดอีก อยู่อย่างนี้มากี่กัปกี่กัลป์

ทีนี้พอปัญญาของภาคปฏิบัติสร้างบ้านสร้างเรือนที่จะให้สำเร็จรูปโดยสมบูรณ์ขึ้นมา ก็คือเข้าจุดนี้เอง ปัญญาญาณ ปัญญาเริ่มตั้งแต่ปัญญาธรรมดา รู้แจ้งแทงทะลุเป็นลำดับจนก้าวเข้าสู่ภาวนามยปัญญา ภาวนามยปัญญานี้ทางปริยัติท่านแสดงไว้ว่า ปัญญาเกิดขึ้นจากการภาวนาล้วน ๆ ทีนี้เมื่อเราไม่ปฏิบัติเราจะรู้ได้ยังไงว่าปัญญาเกิดขึ้นจากการภาวนาล้วน ๆ นั้นเกิดขึ้นอย่างไร ไม่รู้ ต้องเป็นผู้ปฏิบัติ

เมื่อก้าวเข้าถึงปัญญาภาวนามยปัญญา ปัญญาที่หมุนตัวไปเองเพื่อแก้กิเลสโดยลำดับลำดา ไม่ต้องบังคับถูไถกันเหมือนแต่ก่อน ความขี้เกียจนี้เรียกว่าหายหน้าไป มีแต่ความขยัน ถ้าว่าความเพียรก็ความเพียรกล้า ได้รั้งเอาไว้ ในการที่จะทำตัวให้หลุดพ้นจากทุกข์ บืนไปข้างหน้าเรื่อย ๆ เห็นโทษแห่งความเกิดแก่เจ็บตายและความทุกข์ ซึ่งติดตามมากับความเกิดแก่เจ็บตายนับเป็นลำดับลำดา หมุนตัวเข้ามา เหมือนกับว่าไล่ติดตัวของเราเข้ามา เราก็เอาสติปัญญานี้เปิดทาง ๆ ออกเรื่อย ๆ เพื่อหลุดพ้นจากความเกิดแก่เจ็บตายนี้

จนกระทั่งเข้าถึงจุดนี้ ปัญญาเป็นภาวนามยปัญญา คือปัญญาเป็นปัญญาล้วน ๆ ไม่ต้องบังคับบัญชา เหมือนที่เราศึกษาเล่าเรียนมาในความจำ เพราะฉะนั้นปัญญาความจำ กับสติความจำ ปัญญาความจำ จึงแก้จึงถอดถอนกิเลสไม่ได้ ปัญญาความจริง สติความจริง ต่างหากออกจากภาคปฏิบัติ เป็นเครื่องแก้กิเลสตัณหาไปโดยลำดับภายในจิตใจของตน รู้แจ้งไปโดยลำดับ ไม่ต้องถามใคร เปิดเผยไปเรื่อย รู้ตรงไหน อ๋อ อย่างนี้เหรอ อ๋อ อย่างนี้เหรอ สมาธิเป็นอย่างนี้เหรอ อ๋อ ปัญญาเป็นอย่างนี้เหรอ อ๋อ เรื่องฆ่ากิเลสฆ่าอย่างนี้เหรอ รู้ไปโดยลำดับลำดา นี่คือภาคปฏิบัติ สร้างบ้านสร้างเรือน เห็นผลเป็นลำดับลำดา

ต่อนั้นต่อนี้ขึ้นไปจนกระทั่งถึงจุดสุดยอดของมัน ก็ก้าวขึ้นสู่จิตอวิชชา คือเชื้อแห่งภพแห่งชาติที่ฝังอยู่ในใจของสัตว์ทุก ๆ ดวงไปเลย ถอนพรวดออกมาจากนั้นแล้ว ภพชาติขาดสะบั้นให้เห็นประจักษ์ภายในจิตใจของตน นี่ละท่านว่า อยมนฺติมา ชาติ ชาตินี้เป็นชาติสุดท้ายของเรา ก็คือตัวให้เกิดภพชาตินั้นถอนออกมาแล้ว ถูกถอนออกมาแล้ว นตฺถิทานิ ปุนพฺภโว บัดนี้เราจะไม่มาเกิดตายอีกแล้ว ก็เพราะเชื้อแห่งภพชาตินี้ได้ถอนตัวออกไปแล้ว

อกุปฺปา เม วิมุตฺติ ความหลุดพ้นของเราจากแหล่งแห่งความเกิดแก่เจ็บตายที่เต็มไปด้วยกองทุกข์นี้ ไม่มีการกำเริบแล้ว เพราะถอนอวิชชาเชื้อแห่งภพแห่งชาติที่ฝังอยู่ภายในจิตใจนี้ออกด้วยจิตตภาวนา เมื่อถอนนี้ออกหมดแล้ว ความบริสุทธิ์เต็มตัวก็แสดงขึ้นอย่างเต็มที่ พูดให้เต็มยศก็ว่าเหมือนฟ้าดินถล่ม ระหว่างกิเลสที่ครองหัวใจมานาน ได้ขาดสะบั้นลงไปจากใจ ใจดีดขึ้นเหมือนฟ้าดินถล่มภายในหัวอกของผู้เป็นเสียเอง นี่ละคือการถอนภพถอนชาติ ถอนความเกิดแก่เจ็บตาย ถอนทุกสิ่งทุกอย่างขึ้นชื่อว่าสมมุติกองทุกข์ทั้งหลาย ไม่มีเหลือภายในจิตใจเลย

เพราะฉะนั้นท่านผู้บรรลุธรรมถึงขั้นบริสุทธิ์พุทโธเต็มที่ หลุดพ้นเต็มที่แล้ว ท่านจึงไม่มีความทุกข์ภายในใจเลยตั้งแต่ขณะนั้นมา ครองแต่บรมสุขเต็มหัวใจ นี่ละพระพุทธเจ้าครองบรมสุข ฟ้าดินถล่มในวันเดือนหกเพ็ญ ตรัสรู้ธรรม เวลานั้นละเป็นเวลาที่ท่านฟาดวัฏจักรป่าช้าของจิตที่มันพาเกิดพาตาย จิตไม่เป็นป่าช้า แต่สิ่งที่อาศัยของจิต ร่างนั้นรูปนี้ ไปอาศัยสิ่งใดสิ่งนั้นก็เป็นป่าช้าเกิดตาย ๆ เหมือนกัน ถอนอันนี้ออกไปแล้วป่าช้าของจิตก็ไม่มี ป่าช้าที่เป็นร่างของจิตไม่มีเลย หลุดพ้นแล้ว นี่คือภาคปฏิบัติ เรียกว่าปฏิเวธธรรม โดยสมบูรณ์เต็มที่แล้ว ไม่ต้องไปทูลถามพระพุทธเจ้า

เมื่อได้ตรัสรู้ธรรมถึงขั้นนี้แล้ว พระพุทธเจ้าจะประทับอยู่ข้างหน้าก็ไม่ทูลถามเพราะเป็นของอันเดียวกัน รู้อย่างเดียวกัน เห็นอย่างเดียวกัน รวมทั้งเป็นธรรมทั้งดวงอย่างเดียวกันแล้วไปถามกันหาอะไร หมดปัญหา นี่การปฏิบัติธรรมท่านปฏิบัติอย่างนั้น

คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้ากระเทือนโลกธาตุ เป็นตลาดแห่งมรรคผลนิพพานมาเป็นประจำตลอดทุกวันนี้ แต่เวลานี้ถูกกิเลสมันปิดบังหุ้มห่อไว้หมด ขึ้นชื่อว่าอรรถว่าธรรมแล้วมันไม่ยอมรับ ๆ มันจะยอมรับตั้งแต่ความโลภความโกรธ ราคะตัณหา ความอยากความทะเยอทะยานดิ้นรนกวัดแกว่ง อันนี้จริงจังมากเต็มหัวใจของทุกคน แต่เรื่องอรรถเรื่องธรรมนั้นเมื่อยังไม่ได้หลักได้เกณฑ์แล้วเถลไถล ปลิ้นปล้อนหลอกลวงเจ้าของ จะทำความดีก็หลอกเจ้าของเสีย ถ้ากิเลสหลอกแล้วติดตามไปเลยวิ่งไปเลย ขาขาดแขนขาดไม่ว่า ขอให้วิ่งตามกิเลสก็แล้วกัน ถ้าสอนให้ปฏิบัติธรรมนี้ไม่ยอมรับที่จะปฏิบัติเลย

เวลานี้กิเลสกำลังเข้าครอบงำจิตใจของโลก เฉพาะอย่างยิ่งชาวพุทธเรา ห่างเหินจากศีลจากทานจากการภาวนา จากการอบรมจิตใจให้มีความสงบผ่องใสพอร่มเย็นเป็นไปได้ในวันหนึ่ง ๆ ไม่ค่อยมีในธรรมเหล่านี้ ธรรมเหล่านี้ไม่ค่อยมีภายในจิตใจ ในขณะเดียวกันมีแต่กิเลสหุ้มห่อปิดบังเอาไว้ โลกของเราจึงร้อนไปด้วยฟืนด้วยไฟ ราคคฺคินา ก็คือไฟกองหนึ่งเผาหัวใจสัตวโลก โทสคฺคินา ก็เป็นไฟกองหนึ่งเผาหัวใจโลก โมหคฺคินา ก็เป็นไฟกองหนึ่งเผาหัวใจโลก โลภคฺคินา ความโลภโลเลหาประมาณไม่ได้ ไม่มีวันอิ่มพอ นี้ก็เป็นไฟกองหนึ่งเผาหัวใจโลก

เมื่อโลกของเรามีไฟสองสามกองนี้เผาอยู่ในหัวใจของแต่ละดวง ๆ ทั่วแดนโลกธาตุนี้ ใครจะปฏิญาณตนขึ้นมาอวดตนขึ้นมาช่องไหนมุมใด ว่าเราได้รับความสุขความสบาย ไม่มี สามแดนโลกธาตุนี้มีแต่กองไฟในหัวใจแต่ละดวง ๆ มีแต่กองไฟเผาอยู่นั้น เมืองนั้นเจริญเมืองนี้เจริญ มันเจริญด้วยฟืนด้วยไฟต่างหากโดยหลักธรรมชาติ ที่ว่าเมืองนั้นเจริญเมืองนี้เจริญ มันดูเผิน ๆ ตามกิเลสหลอกลวงคนให้ดู ดูถนนหนทาง ดูตึกรามบ้านช่องเขาเจริญอย่างนี้ ๆ กิเลสหลอกไปเรื่อย ว่าบ้านนั้นเจริญบ้านนี้เจริญ แล้วไปเมืองนั้นเจริญ ไปเมืองนี้เจริญ

ยิ่งชาวไทยของเราแล้วยิ่งเป็นบ้าใหญ่นะ ถ้าว่าไปเมืองนอกมาเมืองไหนมา ไปเมืองนั้นเมืองนี้มาเหมือนจะเหาะเหินเดินฟ้ามา ทั้ง ๆ ที่ขึ้นจากส้วมจากถานโผล่ขึ้นมาในเมืองไทยของเรานั่นแหละ แล้วก็มาอวดตัวว่าส้วมถานนี้เจริญรุ่งเรือง เป็นยังไงพวกหนอนมันว่าส้วมว่าถานเจริญรุ่งเรือง แล้วพวกเราจะไปอยู่กับมันได้ไหมที่เป็นชาติมนุษย์รู้จักดีจักชั่ว จะไปอยู่กับส้วมถานของหนอนได้ไหม นี่ละผู้มีอรรถมีธรรมย่อมเห็นสิ่งเหล่านี้ว่าเป็นเหมือนกับส้วมกับถาน ความทุกข์ความทรมานทั้งหลายที่กิเลสบีบบังคับอยู่เวลานี้ เป็นฟืนเป็นไฟเป็นส้วมเป็นถาน ผู้มีอรรถมีธรรมส่องลงไปนี้แล้วก็หาทางออกได้

วันหนึ่ง ๆ เราเกิดมานี้ก็หาหลักหาเกณฑ์ไม่ได้ วันนี้เรามีหลักมีเกณฑ์อะไรที่จะพาเราไป ต้องสร้างศีลสร้างธรรม นี่พระพุทธเจ้าท่านสอนไว้อย่างนี้ ให้มีการให้ทาน มีการรักษาศีล มีการเจริญเมตตาภาวนา ให้จิตยึดธรรมอันนี้แล้วจิตจะมีที่เกาะที่ยึดที่เป็นที่ไป จะไปเกิดในภพใดชาติใด ถ้าศีลธรรมพาไปแล้วสมหวัง ๆ เป็นลำดับลำดาไป ถ้าปล่อยให้กิเลสพาไปแล้วพาจมทั้งนั้น ๆ ให้พี่น้องทั้งหลายนำไปคิด

ธรรมเหล่านี้ไม่มีใครแสดง วันนี้เปิดเผยหัวอกให้พี่น้องทั้งหลายทราบทุกคน เพราะได้ทำประโยชน์ให้โลก ธรรมเหล่านี้ที่เราครองในหัวใจเรามานี้ เราครองมาแล้ว ธรรมอันนี้คืออะไร พระพุทธเจ้าเป็นยังไงเราไม่สงสัย นิพพานเป็นยังไงเราไม่สงสัย ธรรมแท้เป็นยังไงเราไม่สงสัย เพราะเหตุไร เพราะบรรจุอยู่ที่หัวใจเราที่ปฏิบัติมา เอาชีวิตเข้าแลกมา ปรากฏสมบัติเหล่านี้เต็มหัวใจแล้ว อิ่มพอแล้วทุกอย่าง

ไปไหนไม่อยากไป แม้ที่สุดไปนิพพานก็ไม่อยากไป เพราะพอแล้ว นิพพานกับหัวใจเป็นอันเดียวกันแล้ว ได้ครองกันมาแล้วได้ ๔๙ ปี ด้วยอำนาจแห่งปริยัติคือการศึกษาเล่าเรียนแล้วปฏิบัติ ปฏิบัติเอาจริงเอาจังเอาเป็นเอาตาย ศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติหลุดพ้น เข้าเป็นสมบัติของตัวโดยสมบูรณ์แล้วจึงไม่ถามหาอะไรอีก อิ่มแล้ว ถ้าเป็นน้ำก็เต็มแก้วแล้ว ไม่ทราบจะเอาน้ำที่ไหนมาเทให้มากยิ่งกว่านั้นไปอีก เพราะเต็มแก้วแล้ว นี่เราจะไปหาธรรมที่ไหนมาเพิ่มใจดวงนี้ซึ่งเป็นธรรมทั้งแท่งแล้วให้เป็นธรรมเพิ่มขึ้นไปกว่านี้อีกไม่มี เป็นที่พอทุกสิ่งทุกอย่างแล้ว

นี่คือผลแห่งการปฏิบัติตามพระพุทธศาสนาที่ทรงสอนไว้แล้ว นี่คือตลาดแห่งมรรคผลนิพพาน ตลาดแห่งคุณงามความดีทั้งหลายของผู้บำเพ็ญ ผู้เชื่อศีลเชื่อธรรมเชื่อศาสนา จะเป็นผู้ได้ธรรมทั้งหลายเหล่านี้ไปครองหัวใจ ใจจะมีหลักยึด ใจจึงจะมีฝั่งมีฝา ใจจะเป็นไปได้ด้วยสุคโต คือไปดีไปเป็นสุข ขอให้ทุก ๆ คนสร้างคุณงามความดีเข้าเป็นหลักใจเถอะ จะไม่ต้องไปนิมนต์พระมา กุสลา ธมฺมา ก็ได้ กุสลา ธมฺมา คือเราสร้างมานั้นแล เป็นเครื่องเชิดชูเรา เป็นเครื่องชักจูงเราไป เป็นเครื่องหนุนเราไปให้ไปสู่สถานที่เราสร้างไว้แล้วด้วยดีไม่เป็นอย่างอื่น

ให้เชื่อตัวเองมากกว่าเชื่ออย่างอื่นนะ ให้เชื่อความมุ่งมั่นของตัวเอง ตามหลักธรรมของพระพุทธเจ้าที่ทรงสั่งสอนไว้แล้วด้วยความถูกต้อง ไม่ผิดพลาดแต่ประการใด ให้ปฏิบัติตามนี้ ทุกข์ยากลำบากในการปฏิบัติธรรมนั้น คืออุปสรรคที่เกิดขึ้นจากกิเลสมันสร้างขวากสร้างหนาม ปักขวากปักหนามไว้ไม่ให้เราก้าวเดินได้ ถ้าว่าจะไปทำทานกิเลสเข้าขัดแย้งแล้ว จะทำบุญให้ทานหนึ่งบาท ถ้าเป็นธนบัตรอย่างทุกวันนี้ กำแล้วกำเล่า ๆ สุดท้ายเงินหนึ่งบาทหรือหนึ่งร้อยบาทที่เป็นกระดาษนั้นเปียกไปหมดด้วยเหงื่อมือ เพราะกิเลสมันหวงไม่ยอมให้ทาน

นี่ละอำนาจของกิเลสเวลามันมีกำลังมาก เราจะทำบุญให้ทาน คือการทำบุญให้ทานนั้นเป็นการที่จะเล็ดลอดออกจากความคุมขังของมัน ออกจากอำนาจของมัน มันจึงไม่ยอมเราให้ทานง่าย ๆ ในเบื้องต้นเป็นอย่างนั้น เวลากิเลสหนา ๆ นี้เอาจริง ๆ นะ เงินบาทหนึ่งไม่อยากให้ทาน สองบาทไม่อยากให้ทาน กิเลสเหนียวแน่นแก่นที่สุดไม่มีอะไรเกิน

ยิ่งจะทำความดีรักษาศีล โอ๊ย ตายแล้วไม่ไหวแล้ว พอจะทำความดีอะไรกิเลสต้องเข้ากีดเข้าขวาง ไม่ใช่ธรรมท่านกีดท่านขวางดังที่เราสำคัญตามกิเลสว่า การทำบุญให้ทานเป็นของยาก ๆ ไม่ยากยังไงก็กิเลสเป็นผู้กีดผู้กันผู้ขวางเอาไว้ จะไม่ให้ยากยังไง ธรรมท่านไม่ได้ขวางใครนี่นะ เป็นความดีตลอด แต่ที่ขวางคือกิเลสขวางไม่ให้เราทำ

เมื่อเราพยายามบุกบั่นเข้าไปเรื่อย ๆ ความขวางของกิเลสจะค่อยเบาตัวลงไป ๆ การทำความดีของเราจะค่อยราบรื่นดีงามสม่ำเสมอไปเรื่อย ๆ ทีนี้พอเรามีบุญมีกุศลมาก กิเลสตัวเป็นข้าศึกก็ค่อยเบาตัวลง ๆ ทีนี้ไม่ได้สร้างคุณงามความดีอยู่ไม่ได้ นี่เรียกว่าได้หลักใจแล้ว สั่งสมบำรุงหลักใจของเราให้แน่นหนามั่นคงขึ้นไปโดยลำดับ เอ้า ให้ทาน วันหนึ่งไม่ได้ให้ทานอยู่ไม่ได้ ไม่ได้ภาวนาอยู่ไม่ได้ อย่างน้อยให้ได้ อิติปิโส ภควา สฺวากฺขาโต ภควตา ธมฺโม ให้สงบใจเสียนิดหนึ่งก็เอา

ต่อจากนั้นถ้าไม่ได้ภาวนาอยู่ไม่ได้ ไม่ได้ให้ทานอยู่ไม่ได้ ไม่ได้รักษาศีลอยู่ไม่ได้ หากเป็นในหลักธรรมชาติของจิตที่มีธรรมเครื่องหนุนเอง กิเลสค่อยห่างตัวออกไป ๆ การสร้างความดีของเราก็หนักขึ้นไปเรื่อย ทีนี้ความสุขของเราภายในใจนั้นแหละ เราไม่ต้องไปถามหาตามดินฟ้าอากาศ ฟ้าแดดดินลมที่ไหน ไม่มีสถานที่สถิตความสุข มีแต่หัวใจเราดวงเดียว

เพราะความทุกข์ก็อยู่ที่หัวใจดวงเดียว เมื่อเอาธรรมเข้าไปชะล้างแล้ว ความสุขของเราจะเกิดขึ้นมาจากความดีของเราเอง และค่อยสง่างามขึ้นไปเรื่อย ๆ เราก็มีหลักมีเกณฑ์ เกิดมาไม่รู้ที่เกิดที่มาของเราก็ตาม แต่ปัจจุบันของเรามีความอบอุ่น ตายไปแล้วเราจะต้องไปดีแน่ ๆ แน่นอน ๆ ยิ่งมีความดีมากเท่าไร ต่อไปกล้าหาญต่อความตายเลย

ทั้ง ๆ ที่แต่ก่อนกลัวความตายมากที่สุด พอระลึกถึงความตายนี้ โห ใจหดห่อจะเป็นจะตาย ดิ้นรน อยากคิดเรื่องอื่นให้มากลบกันไว้เพื่อจะพอบรรเทา คิดเรื่องเพลิดเรื่องเพลินรื่นเริงไปเสีย เพื่อกลบความตายของเรา นี่แต่ก่อนเป็นอย่างนั้น ทีนี้เวลามีคุณงามความดีหนักเข้ามากเข้า ๆ ระลึกถึงความตายอยากระลึกทั้งวัน เพราะเรากล้าหาญแล้ว ตายแล้วอย่างไรเราก็จะต้องไปเป็นสุขโดยสมบูรณ์ เพราะธรรมความดีหนุนอยู่ภายในจิตใจ ประจักษ์อยู่กับใจของเราแล้ว จึงกล้าหาญต่อความตาย ตายเมื่อไรไปทางดีเมื่อนั้น

ดังมีธัมมิกอุบาสกคนหนึ่ง นี่เอามาเป็นพยานแก่พี่น้องทั้งหลายให้ทราบ ธัมมิกอุบาสกนั้นจะสร้างคุณงามดีมาตลอด จนเป็นที่ภูมิใจ เป็นที่แน่ใจในตัวเอง ไปที่ไหนแกต้องเป็นหัวหน้าในการทำบุญให้ทานในงานต่าง ๆ เขาต้องมาเชื้อเชิญแกไปเป็นหัวหน้างานทุกแห่ง ๆ เพราะเขาเห็นว่าเป็นผู้ใจบุญเด่นที่สุดในหมู่บ้านนั้น ๆ ทีนี้เวลาจวนจะตาย นี่ละแกกล้าหาญอยู่นะเรื่องความตาย แกไม่ได้สะทกสะท้าน เวลาจะตายจวนตัวเข้ามาเท่าไรก็บอกลูกไปนิมนต์พระท่าน มาสวดสังวัธยายธรรมให้พ่อฟัง รื่นเริงบันเทิงในวาระสุดท้ายหน่อย เวลานี้พ่อจวนตัวจะตายแล้ว ขอให้พ่อได้ฟังธรรมพอเป็นเครื่องรื่นเริงใจหน่อย

ลูกก็ไปนิมนต์พระมาสวดมนต์ให้ท่านฟัง ให้ธัมมิกอุบาสกฟัง แล้วในขณะเดียวกัน เพราะจวนตัวแล้ว พวกรถทิพย์ทั้งหลายมาจากชั้นต่าง ๆ บนสวรรค์มาด้วยกันหมด เพราะแกทำคุณงามความดี ควรแก่สวรรค์ชั้นนั้น ๆ อยู่แล้ว เพราะฉะนั้นรถทิพย์จึงมาจากสวรรค์ชั้นนั้น ๆ ครบทุกชั้นเลย มารออยู่บนอากาศ ทางนี้ก็ฟังธรรมะเพลิน พระท่านก็สวดเพลิน ทางโน้นก็เรียกร้องลงมา รถทิพย์ทางโน้นเรียกร้องขอเชิญคุณพ่อ ๆ มารถคันนี้ ขอเชิญคุณพ่อมาขึ้นรถคันนี้ รถทิพย์อยู่เต็มท้องฟ้าอากาศนั้น มีแต่คันเรียกร้องให้อุบาสกคนนั้นขึ้นไปรถของตน

ทางนี้ก็กำลังฟังธรรมเพลินอยู่ ก็เลยบอกทางพวกเทพเทวดาทั้งหลายนั้นว่า ให้รอก่อน ๆ คงจะหลุดปากออกมาในขณะที่ฟังเทศน์เพลิน พระท่านได้ยินว่าให้รอก่อน ๆ ท่านนึกว่าให้รอสวดเสียก่อน พระก็เลยลุกจากที่แล้วกลับไปวัด พอฟื้นตัวขึ้นมา ได้พูดติดต่อกับเทวดาเรียบร้อยแล้ว ย้อนจิตกลับมา พระคุณเจ้าหายหมดแล้ว อ้าว พระคุณเจ้าไปไหนหมด ฟังเทศน์เพลิน ๆ ได้ครู่เดียวแล้ว ทำไมพระคุณเจ้าหายไปหมดแล้ว ก็คุณพ่อบอกว่าให้รอก่อน ๆ พระท่านก็ต้องหยุดละซี ท่านหยุดแล้วท่านก็กลับไปวัด

โอ๊ย พ่อไม่ได้บอกให้พระคุณเจ้ารอนะ พ่อบอกให้พวกเทพทั้งหลายที่อยู่บนรถทิพย์นั้น ซึ่งเรียกร้องลงมาให้ไปขึ้นรถของตน ๆ ต่างหาก พ่อไม่ได้บอกให้พระท่านรอก่อนให้ท่านหยุดนะ พ่อบอกให้พวกเทพทั้งหลายเขารอเสียก่อนต่างหาก ไปนิมนต์ท่านมา เอ้า ไปนิมนต์ท่านมาอีก

พอทางนี้ไปพระก็ไปถึงวัดพอดี ถูกพระพุทธเจ้ากำราบปราบปรามเอาอย่างใหญ่หลวงทีเดียว นี่มาอะไรกันนี่น่ะ ไปสวดมนต์ยังไงมากันอย่างนี้ ก็อุบาสกห้าม บอกว่าให้หยุดแล้วให้รอก่อน ๆ ก็มาเลย อุบาสกคนนั้นเขาไม่ได้ห้ามพวกเธอทั้งหลายนี่นะ เขาห้ามพวกเทพทั้งหลายที่อยู่เต็มท้องฟ้าอากาศนั้นต่างหาก จะเป็นอันตรายต่อการฟังเทศน์ของอุบาสกคนนั้น ไม่ได้ห้ามท่าน ไปเดี๋ยวนี้ พระพุทธเจ้าไล่กลับไป

พอดีพวกลูกของอุบาสกคนนั้นก็มา แล้วก็ตามกลับคืนไป สวนทางกันก็รับกันกลับคืนไปสวดมนต์ พอเสร็จจากนั้นแล้วก็ลาลูกลาหลาน พ่อจะไปละนะ จุดหมายปลายทางของพ่อมีสมบูรณ์เต็มที่แล้ว พ่อไปด้วยความสมหวัง ก็ระงับดับจิตไปในเวลานั้น นี่อำนาจแห่งการสร้างความดีทำคนให้เป็นที่แน่ใจได้ถึงขนาดนั้น นี่ละความดี ส่วนกิเลสตัณหาที่เราเพลิดเพลินเป็นบ้ากับมันเวลานี้ มันไม่ได้สร้างความแน่ใจให้เรานะ มีแต่สร้างความสงสัยสนเท่ห์ ความหาหลักหาเกณฑ์ไม่ได้ให้เต็มหัวใจเรา

เพราะฉะนั้นคนทั่วโลกดินแดนจึงอย่าเข้าใจว่าใครมีหลักมีเกณฑ์ ไม่มี ถ้าไม่มีธรรมภายในใจเสียอย่างเดียวเท่านั้น ถ้ามีธรรมภายในใจแล้ว อย่างอุบาสกนี่ นี่พ่อจะไปละนะได้เวลาแล้ว แล้วก็ดีดทีเดียวไปเลยด้วยอำนาจแห่งบุญแห่งกุศล ไม่ต้องนิมนต์พระมากุสลาก็ได้ พร้อมแล้วไปได้เลย นี่ละอำนาจแห่งบุญ อำนาจแห่งกุศล เป็นคู่เคียงกับใจ เป็นที่ยึดเป็นที่เกาะของใจ ใจแน่นอน ถ้ามีบุญมีกุศลแล้วไปเกิดดีอย่างแน่นอน

แม้เราเกิดมาไม่รู้ที่มาของเราว่า เกิดมาจากภพใดชาติใด จึงมาเกิดที่นี่นี่ก็ตาม เรามีบุญมีกุศลเต็มหัวใจแล้ว ไปอย่างมีหลักมีเกณฑ์มีฝั่งมีฝา ดังธัมมิกอุบาสกที่พูดมาเป็นตัวอย่างอย่างตะกี้นี้ เพราะฉะนั้นขอให้สร้างหลักใจให้ดีนะอย่าปล่อยอย่าวาง จิตดวงนี้แหละที่ว่าตะกี้นี้ มันมีอวิชชาเชื้อแห่งภพแห่งชาติ ให้เกิดแก่เจ็บตายอยู่ไม่มีวันอิ่มพอ เกิดตายอยู่นี้ตั้งกัปตั้งกัลป์ ถ้าถอนเชื้ออันนี้ออกไม่ได้จากหัวใจแล้ว จะต้องเป็นนักเกิดนักตายอยู่นี้ตลอดไป เคยเป็นมามากน้อยเพียงไร จะเป็นไปอย่างนั้นไม่มีขอบเขต ไม่มีเบื้องต้นเบื้องปลาย เพราะฉะนั้นจึงต้องสร้างคุณงามความดี

การสร้างคุณงามความดีนอกจากจะพาเราให้ไปสุคติสวรรค์แล้ว ยังตัดย่นวัฏฏะคือความเกิดแก่เจ็บตายของเราให้หดให้ย่นเข้ามา จะเกิดต่อไปอีกกี่หมื่นกี่แสนชาติ จะตัดย่นเข้ามา ๆ เรื่อย ๆ หดเข้ามาเพราะอำนาจแห่งบุญนี้เป็นเครื่องตัดทอนภพชาตินั้นเข้ามา จนกระทั่งวาระสุดท้ายภพชาตินี้ขาดสะบั้นออกจากจิต เพราะใจมีความดีอันสมบูรณ์เต็มที่แล้ว สามารถสังหารภพชาติภายในจิตใจได้ ไปอย่างหายห่วง ดังพระพุทธเจ้าพระอรหันต์ท่านไป ท่านไปอย่างหายห่วง ท่านหายห่วงแล้วตั้งแต่ขณะที่ท่านตรัสรู้ธรรมขึ้นมาในใจ ท่านหมดห่วงตั้งแต่บัดนั้นแล้ว ประจักษ์ในใจของท่านตั้งแต่บัดนั้นแล้ว

นี่ละสรณะของพวกเรา คือท่านผู้บริสุทธิ์พุทโธ ประกาศตนออกมาด้วยความอาจหาญชาญชัยและประจักษ์ใจทุก ๆ พระองค์ไม่ว่าพระพุทธเจ้า ไม่ว่าพระอรหันต์ท่าน ท่านได้ครองธรรมเหล่านี้แล้วจึงมาสอนพวกเราทั้งหลาย วันนี้ได้พูดเรื่องธรรมทั้งหลายให้ท่านนักปฏิบัติ คือนักบวชเราก็มีเยอะที่มาวันนี้ วิถีทางเดินของจิตที่พาให้เกิดแก่เจ็บตายนี้ ให้ตัดย่นเข้ามาด้วยจิตตภาวนา เพื่อมรรคผลนิพพานแก่บรรดาสัตว์ทั้งหลาย ก็ได้นำมาเปิดเผยวันนี้

เพราะตนได้ปฏิบัติมาอย่างนั้นจริง ๆ แล้ว และได้รู้ได้เห็นธรรมประเภทที่กล่าวนี้มาประจักษ์หัวใจ เต็มหัวใจ ไม่มีอะไรสงสัยแล้ว จึงได้นำธรรมของจริงนั้นมาประกาศให้พี่น้องทั้งหลายได้ทราบ ว่าตลาดแห่งมรรคผลนิพพานคืออะไร คือหัวใจของผู้ปฏิบัติธรรมนั้นแลเป็นตลาดแห่งมรรคผลนิพพานอยู่จุดนั้น ถ้าใครไม่ปฏิบัติ ใครไม่สนใจ ก็มีตั้งแต่ตลาดแห่งกิเลส ฟืนไฟแห่งกิเลสเต็มหัวใจเราเท่านั้น เพราะฉะนั้นขอให้พยายามแก้ไขดัดแปลงตนเอง เห็นมีความบกพร่องตรงไหนให้แก้ไข

นี่ละธรรมเป็นธรรมของจริง เรานำมาประกาศวันนี้ นำมาประกาศอย่างอาจหาญชาญชัยด้วยความเมตตาแก่พี่น้องทั้งหลาย เราไม่ได้นำมาประกาศด้วยความโอ้อวดอย่างนั้นไม่มี ความโอ้อวดเป็นเรื่องของกิเลส ธรรมแล้วไม่โอ้อวด พูดตามหลักความจริงตามที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้มาแล้ว ทรงแนะนำสั่งสอนสัตวโลกให้รู้มรรครู้ผลตามทางพระพุทธเจ้า เมื่อรู้แล้วเห็นแล้วทำไมจะพูดไม่ได้

ธรรมเป็นเครื่องสอนโลก รู้แล้วเห็นแล้วพูดให้โลกฟังไม่ได้ ถูกกิเลสหัวเราะเยาะเย้ย ไม่มีใครยอมรับความจริง ก็แสดงว่าศาสนานี้จะสิ้นสุดยุติหมดแล้วในหัวใจของชาวพุทธเรา เพราะไม่ยอมรับความจริงคือมรรคผลนิพพานของผู้ปฏิบัติที่ได้รับมาแล้ว จะยอมรับตั้งแต่ความโลภ ความโกรธ ความหลง ราคะตัณหาเต็มหัวใจ ตายไม่อิ่มพอ ทุกข์ไม่อิ่มพอ ไม่เข็ดหลาบ มีอย่างเดียวเท่านั้นที่เราทั้งหลายจะได้รับ นอกจากธรรมคือความจริงนี้ ต้องเป็นอย่างนั้นโดยแน่นอน

วันนี้พูดธรรมะให้พี่น้องทั้งหลายได้ทราบไว้อย่างถึงใจ และนักปฏิบัติเราคือพระก็เหมือนกัน พระนั้นแลจะเป็นเจ้าของตลาดแห่งมรรคผลนิพพานที่หัวใจ เพราะใกล้เคียงที่สุดกับมรรคผลนิพพาน เนื่องจากกิจการงานอะไร ๆ ไม่มีสำหรับพระเรา ภาระทุกอย่างการเลี้ยงดู ที่อยู่ที่อาศัยประชาชนญาติโยม เขาปลูกเขาสร้างให้เรียบร้อย หามาให้ฉันทุกวันไม่อดไม่อยาก งานของเราจึงไม่มีในสิ่งก่อกวนทั้งหลายเหล่านี้ มีแต่ที่จะบำเพ็ญคุณงามความดีจิตตภาวนาของเราให้เต็มเม็ดเต็มหน่วย เพื่อตักตวงเอามรรคผลนิพพานเข้าสู่ใจของเรา แล้วประกาศผลอันล้ำเลิศนี้ให้ประชาชนทั้งหลายได้ทราบ เพื่อเขาจะได้มีแก่ใจประพฤติปฏิบัติตาม แล้วสืบทอดมรรคผลนิพพานไปไม่มีสิ้นสุดในพุทธศาสนาของเรา จะได้เห็นความเจริญรุ่งเรืองของชาวพุทธเราว่าเอาจริงเอาจัง

นี่วันนี้ได้พูดถึงเรื่องธรรมทั้งหลายเหล่านี้ หายสงสัยหรือยังพี่น้องทั้งหลาย ว่ามรรคผลนิพพานยังมีอยู่หรือสูญไปหมดแล้ว มีแต่กิเลสนั้นเหรอครอบงำเผาหัวใจโลก มรรคผลนิพพานที่เป็นน้ำดับไฟไม่มีบ้างเหรอ ถ้าเราเสาะแสวงหามีอยู่ เช่นเดียวกับกิเลส กิเลสเป็นอกาลิโกหากาลเวลาไม่ได้ ทำให้เกิดกิเลสเมื่อไรเกิดเมื่อนั้น ธรรมก็อกาลิโก ไม่มีกาลเวลา เราสร้างธรรมเมื่อไรธรรมเกิดที่หัวใจเราเมื่อนั้น เพราะฉะนั้นจึงให้เพิกถอนกิเลสออกไปโดยลำดับ สร้างธรรมขึ้นมาภายในจิตใจแล้ว ใจของเราจะเป็นตลาดแห่งมรรคผลนิพพานขึ้นมา โดยไม่ต้องถามผู้หนึ่งผู้ใด

เอาละวันนี้พูดธรรมะเพียงเท่านี้ หวังว่าจะเป็นที่ระลึกแก่พี่น้องทั้งหลาย หลวงตาได้ประกาศตนออกมา ปีนี้เป็นปีที่เปิดอกให้พี่น้องชาวไทยทั้งหลายได้ทราบทั่วถึงกัน ในสมบัติของตนที่ครองมาเป็นเวลานาน ได้ครองสมบัติวิมุตติธรรมความหลุดพ้น ไม่สงสัยพระพุทธเจ้าแล้วมาตั้งแต่ปี ๒๔๙๓ นี่ได้ประกาศให้พี่น้องทั้งหลายทราบ ๒๔๙๓ เป็นปีเผาศพหลวงปู่มั่นเรา ปีนั้นเป็นปีที่เราเผาศพกิเลสให้บรรลัยจากหัวใจ ตั้งแต่บัดนั้นมาแล้วเราครองบรมสุขตั้งแต่บัดนั้น คำว่าทุกข์ที่จะเฉียดเข้าไปในจิตใจเราไม่เคยมีเลย เพราะกิเลสอันเป็นสาเหตุให้เกิดความทุกข์หมดแล้วภายในหัวใจ ทุกข์จึงไม่มีภายในหัวใจ มีแต่บรมสุขล้วน ๆ เต็มหัวใจ

เราครองธรรมประเภทนี้มาได้ ๔๙ ปีนี้แล้ว แล้วก็ทำประโยชน์ให้โลกเต็มเม็ดเต็มหน่วยเรื่อยมา ไม่มีอันใดที่จะเป็นของตัว สมบัติมากน้อยทุ่มเทลงไปเพื่อช่วยโลกช่วยสงสาร นับแต่คนทุกข์คนจนขึ้นไป สงเคราะห์ทั่วไปหมดทุกภาคของเรา สร้างโรงร่ำโรงเรียน สถานที่ราชการต่าง ๆ จากนั้นก็ก้าวเข้าสู่โรงพยาบาล มีเท่าไรทุ่มลงไปหมด ๆ ไม่เคยเก็บอะไร จนสามารถพูดได้ว่าเราเป็นนักเสียสละ ไม่มีอะไรติดเนื้อติดตัวเราเลย เงินทองข้าวของไม่เคยมี เพราะความเมตตากวาดออกไปหมดเพื่อสงเคราะห์โลก ความตระหนี่ถี่เหนียวมายุ่งเราไม่ได้ มีแต่การจะให้ทาน มีแต่การสงเคราะห์โลกอย่างเดียว

เราทำมาเป็นลำดับอย่างนั้น เพราะฉะนั้นเราจึงเอาตัวของเราออกเป็นผู้นำของพี่น้องทั้งหลาย ด้วยความเชื่อตัวเองล้านเปอร์เซ็นต์ ด้วยเหตุนี้เองสมบัติเงินทองข้าวของ ที่พี่น้องทั้งหลายนำมาบริจาคเพื่อชาติไทยของเรา โดยผ่านหลวงตาบัวเอง จึงเป็นที่แน่ใจว่าสมบัติเหล่านี้จะเข้าคลังหลวงทุกบาททุกสตางค์ ไม่รั่วไหลแตกซึมไปที่ไหน เพราะหลวงตาบัวเป็นผู้รับผิดชอบในการเงินนี้ทั้งหมด ซึ่งแต่ก่อนไม่เคยเกี่ยวข้องกับการเงินการทองพอที่จะมารับผิดชอบอย่างนี้ ได้มาเท่าไรมากน้อยสั่งให้ออกแจกทาน สั่งให้ช่วยสงเคราะห์สงหาโลกทั้งหลายทั่ว ๆ ไปตลอด ไม่เคยมาเกี่ยวข้องกับเงินกับทอง

แต่มาครั้งนี้ได้เป็นผู้ถือบัญชีเงินเสียแล้ว ฟังซิพี่น้องทั้งหลาย เราไม่เคยเกี่ยวข้องกับเงินกับทองมา แต่มาครั้งนี้ เงินทุกบาททุกสตางค์หลวงตาบัวเป็นผู้ถือบัญชีแต่ผู้เดียว เพื่อกันความรั่วไหลแตกซึม เราจะเป็นผู้รับผิดชอบสมบัติของพี่น้องทั้งหลายแต่ผู้เดียว เต็มความสามารถของเรา เราจึงเป็นผู้ถือบัญชีเอง เราจึงเป็นผู้คุมอำนาจในการเงินทั้งหลาย บัญชีเงินทุกบาททุกสตางค์ เป็นบัญชีของหลวงตาบัวแต่ผู้เดียว ไม่ให้ใครมาถือบัญชีแทนเราเลย เราเป็นผู้ถือบัญชีแต่ผู้เดียว เป็นผู้สั่งเก็บสั่งจ่ายแต่ผู้เดียว

แล้วการสั่งเก็บสั่งจ่ายนี้ สั่งจ่ายนี้สั่งจ่ายไปในทางใดบ้าง นี้เราก็จะเปิดเผยให้พี่น้องชาวไทยทั้งหลายทราบเป็นระยะ ๆ ไป โดยไม่มีปิดบังลี้ลับแต่อย่างใด สมกับเราทำด้วยความเมตตาล้วน ๆ ขอให้พี่น้องทั้งหลายจงไว้ใจตายใจ ในการที่เราพาพี่น้องทั้งหลายดำเนินเพื่อชาติบ้านเมืองของเราคราวนี้ ว่าจะเป็นไปเพื่อความสมบูรณ์พูนผลโดยแน่นอน เพราะกำลังวังชาความสามารถและความเชื่อถือของพี่น้องทั้งหลายรวมตัวกันแล้ว จะเป็นพลังอันยิ่งใหญ่หนุนชาติของเรา ให้หลุดพ้นจากความทุกข์ความจนนี้ไปได้โดยลำดับ จนกระทั่งถึงขั้นสมบูรณ์พูนผลเต็มที่

เพราะฉะนั้นจึงว่าผู้นำเป็นของสำคัญมากนะ เราคิดก่อนแล้วหาผู้นำมันหาไม่ได้ทั่วประเทศไทย ไม่ได้ดูถูกเหยียดหยามท่านผู้หนึ่งผู้ใด แต่มันปลงใจลงไม่ได้เราก็บอกปลงใจลงไม่ได้ เวลาจะปลงใจลงได้ก็คือมาหาหลวงตาบัวเสียเอง เอาตัวประกัน ปลงใจลงได้เพราะอะไร เพราะเราไม่มีอะไรแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างเราบริสุทธิ์เต็มที่แล้ว

ถ้าพูดถึงเรื่องใจของเราเราก็บริสุทธิ์เต็มที่แล้ว หากิเลสตัวใดมาแทรกไม่มีแล้วเวลานี้ ถึงจะประกาศเป็นว่าเรานี้คือพระอรหันต์องค์หนึ่งก็จะผิดไปไหนถ้าจะพูด พระพุทธเจ้ายังพูดได้ ครั้งพุทธกาลยังพูดได้ ธรรมอันเดียวกัน ผู้รู้ผู้เห็นธรรม ธรรมแบบเดียวกัน ทำไมเราจะพูดไม่ได้ กิเลสตัวไหนจะมาเย็บปากหลวงตาบัวให้มันมาเย็บ จะฟาดให้มันหงายลงไปเลย เราปฏิบัติเราแทบเป็นแทบตายเราก็รับรู้ของเรา ผลรายได้มากน้อยเพียงไรเรารู้ของเรา ความบริสุทธิ์วิมุตติหลุดพ้นเราก็เห็นในหัวใจของเราแล้วจะนำออกมาพูดไม่ได้เหรอ จะให้แต่กิเลสมันเย็บปากไว้หมดเหรอ ไม่เชื่อถือกันหาว่าโอ้อวดเหรอ

เอ้าฟังให้ดีพี่น้องทั้งหลาย วันนี้เป็นวันเปิดอกให้พี่น้องทั้งหลายได้ทราบวันนี้แหละ ผลแห่งการปฏิบัติศาสนา ตลาดแห่งมรรคผลนิพพานคือพุทธศาสนาของเราโดยสมบูรณ์ไม่มีสงสัย เป็นแต่ไม่มีใครปฏิบัติเท่านั้น เทียบแล้วเหมือนกันกับว่าน้ำนี้มีอยู่เต็มสระใหญ่ ทั้งใสสะอาดทุกสิ่งทุกอย่าง รสเอร็ดอร่อยจืดสนิทดี แต่ถูกจอกแหนมันปกคลุมเอาไว้ไม่ให้มองเห็นน้ำ มองไปเห็นแต่จอกแต่แหนปกคลุมหุ้มห่อน้ำไว้หมด น้ำอยู่ใต้มองไม่เห็นเลย คือจอกแหนได้แก่กิเลสตัณหา มันปกคลุมหุ้มห่อมรรคผลนิพพานซึ่งเป็นสระน้ำอันใหญ่เอาไว้ ไม่ให้พวกเราทั้งหลายเห็น

มิหนำซ้ำมันยังหลอกเอาด้วยว่า สมัยนี้มรรคผลนิพพานไม่มี นั่นเห็นไหมมันโกหกเป็นชั้น ๆ นะ สมัยนี้มรรคผลนิพพานไม่มี ใครจะปฏิบัติดีปฏิบัติชอบขนาดไหนก็ไม่มีทางได้มรรคผลนิพพาน ตัวโคตรพ่อโคตรแม่มันไม่เคยปฏิบัติจะเอามรรคผลนิพพานมาจากไหน เราอยากพูดว่าอย่างนั้นหรือเราพูดไปแล้วก็ไม่ทราบนะ ผู้ปฏิบัติมีอยู่ ธรรมสอนเพื่อมรรคผลนิพพานก็เป็นศาสดาองค์เอก มีตนมีตัวอยู่ สอนมรรคผลนิพพานเป็นมรรคผลนิพพาน ทำไมเราปฏิบัติเพื่อมรรคผลนิพพานจะรู้มรรคผลนิพพานไม่ได้

ปฏิบัติตามกิเลสให้กิเลสมาเผาหัวใจได้ทุกคน ๆ เห็นไหม กิเลสเป็นอกาลิโกมีอยู่ทุกเวลา คิดให้เป็นกิเลสเมื่อไรเป็นกิเลสเมื่อนั้น คิดให้เป็นธรรมเมื่อไรก็เป็นธรรมเมื่อนั้น ทำไมธรรมจึงจะหมดเขตหมดสมัยไป ถ้าไม่ถูกหลอกของกิเลสเสียจนตัวแหลกตัวเหลวเปื่อยไปหมดแล้ว วันนี้ได้เปิดเต็มที่ให้พี่น้องทั้งหลายได้ทราบ ใครจะฟังก็ฟัง แล้วหลวงตาบัวอาจจะไม่ได้กลับมาแสดงให้พี่น้องทั้งหลายทราบอีกก็ได้ วันนี้เป็นโอกาสมหามงคลแก่พี่น้องทั้งหลาย เฉพาะอย่างยิ่งพี่น้องชาวจังหวัดสุรินทร์เรา

ธรรมะประเภทอย่างนี้ไม่ค่อยได้พูดให้เต็มเม็ดเต็มหน่วยเหมือนวันนี้นะ วันนี้รู้สึกพูดให้เต็มเม็ดเต็มหน่วยจนถึงขั้นอรหันต์เลยเทียวนะ แต่หันนี่มันมีหันได้สองอย่างนะ ถ้าหันกิเลสแล้วเป็นพระอรหันต์ ถ้าหันทั้ง ๆ ที่มีกิเลสนี่ ก็หันไปกินอันนั้น หันไปกินอันนี้ หันไปบิณฑบาต หันไปกินแล้วหันไปนอน มีหลายหันนะ ให้พี่น้องทั้งหลายเลือกเอาว่าหันอะไร หลวงตาบัวก็ประกาศให้ทราบแล้ว หลวงตาบัวหันได้ทั้งนั้น หันกินก็ได้ วันพรุ่งนี้พี่น้องทั้งหลายเอาจังหันมาให้หลวงตาบัว หลวงตาบัวก็จะหันไปกิน หันไปจังหัน มันหันหลายหัน

ทุกวันนี้มีแต่หันไปกินนั้นหันไปกินนี้ ไม่ได้หันหามรรคผลนิพพานจึงไม่เจอมรรคผลนิพพาน แล้วก็ดูถูกเหยียดหยามศาสนา เหยียบย่ำทำลายศาสนาว่ามรรคผลนิพพานไม่มี เอ้า เปิดจอกเปิดแหนออกดังที่ว่าสระใหญ่นั้น เปิดจอกเปิดแหนออก คือได้แก่ถอดถอนกิเลสออกเป็นลำดับ ๆ ซึ่งเท่ากับเปิดจอกเปิดแหนออกให้เห็นน้ำ เริ่มเห็นน้ำเล็กน้อยแล้วตักมาดื่มมาชิมดูเป็นยังไง ทราบชัดเจนแล้วก็มีแก่ใจ อ๋อ น้ำในสระนี้ยังมีสมบูรณ์ เป็นแต่เพียงว่าจอกแหนปกคลุมหุ้มห่อไว้ ทีนี้ก็มีแก่ใจที่จะเปิดจอกเปิดแหน เลิกจอกเลิกแหนออกให้หมด ให้เห็นน้ำเต็มเปี่ยมในสระนั้น

นี่ก็เหมือนกันเปิดจอกแหนออกหมดแล้ว น้ำคืออรหัตบุคคล น้ำคือมรรคผลนิพพานไม่ต้องถาม จะปรากฏขึ้นที่หัวใจซึ่งถูกกิเลสปกคลุมไว้นั้นแล พอเปิดกิเลสออกซึ่งเป็นเหมือนจอกเหมือนแหน เปิดออกจากใจแล้ว น้ำคืออมตธรรม น้ำคือความบริสุทธิ์ น้ำคืออรหัตบุคคล จะปรากฏขึ้นที่ใจโดยไม่ต้องสงสัย วันนี้ย้ำให้เต็มที่เลย วันต่อไปก็จะไม่ค่อยมีเวลาพูด เอาละวันนี้พูดเพียงเท่านี้

และหลังจากนี้ไปแล้ว ท่านพี่น้องทั้งหลายที่จะช่วยกันบริจาคเพื่อช่วยชาติของเรา เอา ๆ ให้เต็มที่นะ เวลานี้เป็นเวลาตักตวงเพื่อมหากุศลแก่ชาติไทยของเรา แก่ตัวของเรา อย่าให้เสียเวล่ำเวลาที่มาเปล่า ๆ ตายเกิดเปล่า ๆ มันเกิดมันตายมากี่กัปกี่กัลป์แล้วไม่ได้รับประโยชน์ สร้างกุศลนี้เป็นประโยชน์ทุกระยะ ๆ ได้โอกาสแล้วที่เราทั้งหลายจะพยายามตักตวงช่วยกัน ทั้งช่วยชาติของเรา ทั้งช่วยตัวของเรา เป็นมหากุศลอันยิ่งใหญ่ เอาละเปิดโอกาสให้

เอาละยุติเพียงเท่านี้ไม่ต้องเอวัง เพราะไม่ได้ตั้งนโม เอาละพอ


** ท่านผู้เข้าชมทุกท่านโปรดทราบ
    เนื่องจากกัณฑ์เทศน์บางกัณฑ์มีความยาวค่อนข้างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความเร็วในการเปิดเว็บไซต์ ขอแนะนำให้ทุกท่านได้อ่านเนื้อหากัณฑ์เทศน์บางส่วนจากเว็บไซต์ และให้ทำการดาวน์โหลดไฟล์กัณฑ์เทศน์ที่มีนามสกุล .pdf ไปเก็บไว้ในเครื่องของท่านแทนการอ่านเนื้อหาทั้งหมดจากเว็บไซต์

<< BACK

หน้าแรก